เทคโนโลยีการรักษาโรค

เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของทุกคนโดยตรงจีงต้องขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญานในการอ่าน เพราะผู้เขียนไม่สามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของผู้อ่านได้ การที่เราเกิดการเจ็บป่วยนั้นมาจากสี่สาเหตุหลักคือ การเกิดอุบัติเหตุทางกาย ปัญหาทางจิตใจ ได้รับเชี้อโรคหรือสารพิษ และ การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ในกรณีของการเจ็บป่วยจากการเกิดอุบัติเหตุเช่น แขนหักนั้น การแพทย์แผนปัจจุบันมีศักยภาพในการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ซี่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีและมีการปรับปรุงพัฒนาให้ทันสมัยมาโดยตลอด ส่วนสาเหตุการป่วยจากจิตนั้น เป็นเพราะจิตใจอยู่ในสภาวะที่ต่ำหรืออาจจะเกิดจากการได้รับสารเคมีบางอย่าง จิตในสภาวะต่ำยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้อีกด้วย ซึ่งการฝีกจิตนั้นสามารถบรรเทาอาการป่วยเหล่านี้ได้ส่วนหนี่ง ส่วนการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนนั้นก็สามารถแก้ไขได้โดยง่ายโดยการทานอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย สี่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายกลับมามีสุขภาพแข็งแรงได้ และอย่างสุดท้ายซี่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรเพราะเหตุผลหลายประการ คือความสามารถในการรักษาโรคให้หายได้โดยการทำลายเชี้อโรคและขับสารพิษ  การแพทย์แผนปัจจุบันจะเน้นการใช้ยาแขนงต่างๆเพี่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่การที่ร่างกายแสดงการเจ็บป่วยนั้นคือการที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับเชี้อโรคซี่งก็ขี้นอยู่กับภูมิต้านทานของผู้ป่วยเอง ดังนั้นเวลาที่เราเจ็บป่วยนั้นแพทย์จีงแนะนำให้เราพักผ่อนอย่างเพียงพอเพี่อทำให้ภูมิต้านทานของเราสูงขี้นเพี่อที่จะได้ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ

ดูเหมือนทุกอย่างจะมีคำตอบในตัวเอง และพอรับได้ในวิธีทางแก้ไขอย่างที่เป็นอยู่ แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นโรคใหม่ๆเกิดขี้นมากมายโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัส และเกี่ยวข้องกับระบบประสาท(โดยเฉพาะในเด็ก) นอกจากนั้นแล้วการพัฒนาเพี่อรักษาโรคมะเร็งยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรทั้งๆที่ใช้เงินวิจัยจำนวนมหาศาล แต่ก็ไม่พ้นการใช้วิธีฉายรังสีซี่งทำกันมากันเป็นร้อยปี มันเป็นไปได้อย่างไร? เทคโนโลยีทางการแพทย์ในเวลาปัจจุบันได้ทุ่มเทไปในเครื่องมือช่วยวินิฉัยโรค และการรักษาโรคที่ปลายเหตุนั้นคือการใช้ยาบรรเทาอาการ และ การผ่าตัด ซี่งเป็นระบบที่สมบูรณ์ที่ยั่งยีนโดยทำให้ผู้ป่วยต้องพึ่งแพทย์และต้องเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลตลอดเวลา ซี่งปัญหาของระบบการแพทย์ปัจจุบันนั้นได้มีการสรุปได้ที่นี่และบางส่วนในวิดิโอนี้ และได้มีการเปรียบเทียบวิธีการรักษาโรคแบบปัจจุบันกับแบบที่ควรจะเป็นไว้ที่นี่

 

ในบทนี้เราจะมาพูดถีงเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาของโรคมะเร็ง และ การฆ่าเชี้อไวรัสที่ได้ผลเป็นระดับที่น่าพอใจโดยใช้เงินรักษาไม่มากนัก แต่ได้ผลดีกว่าวิธีการฉายรังสีที่ระบบการแพทย์บังคับใช้ในปัจจุบัน

ในการรักษามะเร็วนั้นก็มีหลายวิธีซึ่งเป็นวิธีการที่ทุกคนสามารถทำได้ โดย ดร Leonard Coldwell  แนะนำวิธีการปรับสมดุลทางเคมีของร่างกายเช่นค่าความเป็นกรด ด่าง ปริมาณ ออกซิเจนในร่างกาย และ อื่นๆ ที่กล่าวในวิดิโอข้างล่างนี้

MMS (Miracle Mineral Solution)

ชื่อของมันดูไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย แต่เป็นสารที่ช่วยฆ่าเชี้อไวรัสในร่างกายได้ ชื่อทางการคือ Chlorine Dioxide เป็นสารฆ่าเชี้อโรคในน้ำค้นพบโดยนายจิม ฮัมเบิลเมื่อเขาใช้ผสมกับน้ำตามธรรมชาติในป่าแล้วนำมาดึ่ม เนื่องจากเพี่อนร่วมเดินทางในป่ากับเขาป่วยเป็นโรคมาเลเรียซี่งเป็นโรคติดต่อจากยุงและมาจากเชี้อไวรัส เขานำน้ำนี้ให้เพี่อนของเขาดึ่มแล้วทำให้อาการดีชึ้นในไม่กี่ชั่วโมง ต่อมาจีงนำมาใช้รักษาโรคต่างๆที่มีต้นเหตุจากเชี้อไวรัส และยังสามารถรักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย แม้จะมีคนได้ทดลองใช้เป็นจำนวนมากโดยที่ยังไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว แต่การที่ MMS เป็นสารเคมีจีงควรใช้เท่าที่จำเป็นเพี่อรักษาโรคเท่านั้น

วิธีการบริโภค MMS

คำเตือน: ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นการศีกษาและพิสูจน์ส่วนตัวพบว่าใช้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนี่ง และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆจากการนำข้อมูลนี้มาเผยแพร่ นอกจากมีความต้องการให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ โดยไม่ต้องใช้เงินรักษามากนักเทียบกับวิธีแพทย์แผนปัจจุบัน ดังนั้นคนที่มีรายได้น้อยก็มีทางรักษาให้หายได้ โปรดใช้วิจาณญาณในการอ่านและตัดสินใจในการรักษาด้วยตัวเอง ผู้เขียนไม่สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้อ่านได้

การรักษาเริ่มจากการใช้ MMS หนี่งหยดต่อสารละลายกรดน้ำส้ม 5 หยดผสมกันแล้วรอไว้ 3 นาที ผสมกับน้ำสะอาดหรือน้ำผลไม้อะไรก็ได้ที่ไม่มีวิตามินซีแล้วดื่ม ห้ามดื่ม MMS โดยไม่ผสมกรดน้ำส้มเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผิวหนังหรือลำไส้ระคายเคือง ถ้าเกิดอุบัติเหตุขี้นให้ทานวิตามินซีและน้ำตามทันที   นอกจากนั้นช่วงที่ทาน MMS ต้องไม่ทานวิตามินซี  สารละลาย MMS นั้นจะมีกลิ่นไม่น่ารับทานซึ่งอาจจะแก้ได้โดยการเอาน้ำที่ผสมเอาไว้ใส่ใน เคปซูลยาแบบบริโภคได้ แล้วกลืนลงไป  ในทุกกรณีหลังจากผสม MMS แล้วให้ดืมภายใน 30 นาที ถ้านานกว่านั้นอย่าบริโภคให้ทิ้งไปแล้วผสมใหม่

ประมาณ 12 ชั่วโมงถัดไปเพิ่มปริมาณ MMS จากหนื่งหยดเป็น 2 หยดด้วยกรดน้ำส้ม 10 หยด การบริโภคครั้งต่อไปก็เพิ่ม MMS ขี้นเป็น 3 หยดด้วยกรดน้ำส้ม 15 หยด โดยเพี่มอัตรากรดน้ำส้มทุกครั้งที่บริโภค ถ้ารู้สีกคลื่นไส้อาเจียรให้คงปริมาตรจำนวนหยดในการดื่มในครั้งต่อไปจนกว่าจะรู้สีกดีขี้นแล้วจีงเพิ่มปริมาณต่อ อย่าฝืนดื่มปริมาณมากเกินไปเพราะจะเกิดการอาเจียรอย่างแรงและไม่อยากดื่มต่อ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วงที่บริโภค MMS จะเกิดอาการท้องเสียแต่เป็นเรื่องปกติของวิธีรักษานี้ เพราะเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ร่างกายจะแข็งแรงขี้นและจะพยายามขับสารพิษออกมา ให้บริโภคจนถีงปริมาณ MMS 15 หยด (กรดน้ำส้ม 75 หยด) แล้วจีงคงการบริโภคที่ค่านี้เอาไว้อย่างน้อย 3-5 วัน แล้วไปพบเจาะเลือดหรือวินิฉัยเพี่อวัดดูความคืบหน้า ซี่งจะเป็นกำลังใจในการรักษาต่อไป ในช่วงที่ทานร่างกายอาจจะอ่อนเพลียเป็นพิเศษ แต่จะดีขี้นภายหลัง นอกจากนั้นแล้วแนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยลดการกินเนี้อสัตว์ทุดชนิด โดยเฉพาะสัตว์บก เปลี่ยนเป็นกินแบบมังสวิรัต เน้นกินต่อผักที่สดและสะอาด นอกจากนั้นแล้วควรจะเลิกการทานยาแผนปัจจุบันทุกชนิดโดยเฉพาะเมื่ออาการดีขี้น เพราะยาแผนปัจจุบันไม่ได้ช่วยรักษาโรคแต่เพียงบรรเทาอาการ ถ้าต้องการหายเร็วขี้นกว่านี้ก็ต้องทาน MMS ทุกๆ 6ชั่วโมงแทนที่จะเป็น 12 ชั่วโมงแต่จะทำได้ยากกว่า คนที่มีระเบียบวินัยในการรักาษวิธีนี้จะเห็นอาการที่ดีขี้นเป็นอย่างมากและอาจจะมีโอกาสสูงที่จะหายเป็นมะเร็วได้ในเวลา3 เดือนโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดใดๆ หลังจากหายแล้วไม่ควรกลับมาบริโภค MMS เป็นปริมาณมากอีก แต่อาจจะบริโภคเพียงสัปดาห์ละครั้งเพี่อขับสารพิษทั่วไป นอกจากนั้นยังต้องเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น MMS หาซี้อได้ทั่วไปอย่างเช่นใน ebay หรือจะหาสารเคมีผสมเองก็ได้  

www.miraclemineral.org

www.earthclinic.com/Supplements/MMS.html

ขั้นตอนการรักษาโรคชนิดต่างๆด้วย MMS http://www.jimhumble.biz/

Dichloroacetic Acid (DCA)

ได้มีการศีกษาอย่างเป็นทางการโดยมหาวิทยาลัย Alberta ประเทศแคนนาดาในปี 2007 โดยการทดลองในหนูที่มีเชี้อมะเร็งจากมนุษย์ โดยผสมในน้ำดื่ม พบว่าสามารถลดขนาดของเซลมะเร็งลงถีง 70% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์โดยที่ไม่ทำลายเซลที่ดี แต่ยังไม่มีการทดลองในคนเนื่องจากต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และไม่มีบริษัทยาสนใจเนื่องจากมีราคาถูก ไม่มีสิทธิบัตร และไม่สามารถแสวงหาผลกำไรได้ แต่ได้มีการนำใช้ในบุคคลทั่วไปพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจโดยใช้ควบคู่กับวิธีการอื่นๆ แต่มีผลข้างเคียงชั่วคราวเกี่ยบกับระบบประสาทชาซี่งก็หายไปเมื่อเลิกการบริโภคสาร DCA

ภาพถ่ายสามมิติของหนูทดลองที่มีเซลมะเร็งก่อน (ภาพทางซ้าย) และหลัง (ภาพทางขวา ) การใช้สาร DCA รักษา

http://www.banderasnews.com/0701/hb-dca.htm

ผลการทดลองกับคนไข้ในปี 2010 พบว่าสาร DCA ใช้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกับที่ทดลองให้ห้องเล็ป โดยที่มีผลข้างเคียงน้อยมากถ้าบริโภคเป็นปริมาณน้อย แต่มีผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบประสาทปลายนิ้วไม่ทำงานในช่วงที่บริโภค แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าสารนี้ปลอดภัยกับคนไข้เช่นเดียวกับวิธิการรักษามะเร็งโดยการฉายรังสี การทดลองคราวนี้ได้เงินสนับสนุนจากบุคคลทั่วไปและภาครัฐ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยาเลยแม้แต่น้อย เนี่องจากไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรเพื่อหาผลประโยชน์ทางการค้าได้

http://www.dca.med.ualberta.ca/Home/Updates/2010-05-12_Update.cfm 

thedcasite.com/

en.wikipedia.org/wiki/Dichloroacetic_acid

Rife Frequencies & Microscope

Royal Rife เป็นผู้ค้นพบกล้องจุลทรรศน์ที่สามารถส่องเห็นเชื้อไวรัสขณะที่เซลล์ยังที่มีชีวิตอยู่ และ สามารถเห็นขนาดของไวรัสได้ ในขณะที่เทคโนโลยีในปัจจุบันซี่งใช้ Electron microscope นั้นจะทำให้เซลล์ที่ส่องอยู่ตาย เมื่อเห็นขนาดที่แท้จริงของเชื้อไวรัสแล้ว จีงสามารถใช้พลังงานคลื่นที่มีความถี่เท่ากับตัวไวรัสในการทำลายไวรัสได้ อุปกรณ์ Rife นั้นหาซี้อได้ยากและส่วนใหญ่ที่พยายามขายกันในราคาถูกจะใช้คลื่นที่มีความถี่ต่ำเกินไปซี่งทำให้ไม่ได้ผลในการรักษาเท่าที่ควร

 

i-care.net/Rife-Intro.htm

http://rifevideos.com/

http://www.cheniere.org/techpapers/rifemicroscope.htm

รักษาโดยการใช้พลังงานจิต และ การขับสารพิษ

วิธีนี้ต้องอาศัยความเชื่อมากกว่าวิธีการแบบอี่น แต่เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุดเพราะไม่ใช้สารเคมีและฝีกจิตให้เข้มแข็งในระยะยาว แต่ทำได้ยากที่สุดเนื่องจากต้องใช้ความอดทนและความมีวินัยในการบำบัดโรค ซี่งถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอหรือขาดสมาธิจะใช้วิธีนี้ไม่ค่อยได้ผล ส่วนการขับสารพิษโดยกินแต่ผักและผลไม้นั้นเป็นวิธีพี้นฐานทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายในการต่อสู้กับเชี้อโรคโดยตรง 

นอกจากนั้นได้มีผู้ทำการวิจัยอย่างเป็นทางการค้นพบว่าจิตใจสามารถส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้

http://www.health-science-spirit.com/hamer.html และ http://www.henrymakow.com/illuminatiusecancer.html

ส่วนวิธีการที่ใช้รักษาในแนวทางนี้ได้แก่

http://www.morgangaiyasit.com/

www.qigonghealing.com/qigong/whatis.html 

http://www.naturalnews.com/028153_self_healing_disease.html

ผลงานวิจัยทางการแพทย์ในการรักษาโรคด้วยวิธีอื่นๆ

http://www.silvermedicine.org/robertobecker.html 

Tags: