ที่มาของการคาดการณ์แผ่นดินไหว โดยดูข้อมูลสถิติจากนอกโลก
ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้ข้อมูลจากการเปลี่ยนแปลงจากนอกโลกมาใช้คาดการณ์ภัยพิบัติในรูปแบบของแผ่นดินไหว ซึ่งเราจะเริ่มจากวิธีการที่ใช้กันในปัจจุบันจนถึงวิธีการใหม่ที่อาจจะเป็นแนวทางออกที่สามารถคาดการณ์แผ่นดินไหวได้ล่วงหน้าในระยะเวลายาวนานกว่าที่ทำได้ในปัจจุบัน การอธิบายในเรื่องนี้นั้นจะเน้นภาพรวมความเข้าใจสำหรับประชาชนทั่วไปซึ่งเพียงพอที่จะไปใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ส่วนนักวิจัยสามารถเจาะลึกในรายละเอียดที่ท่านสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นเรื่องที่ใหม่มาก คงจะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายได้ครบทุกกลไกของสาเหตุเพราะระบบที่เราวิเคราะห์นั้นเป็นระบบเปิด ถ้าขาดตกบกพร่องประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ นอกจากนั้นบทความนี้เป็นบทความโดยภาพรวมทั้งโลกไมได้เฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์ในประเทศไทยเท่านั้น
หลักฐานใต้พื้นโลก
สาเหตุของแผ่นดินไหวที่ได้กล่าวในตำราเรียนปัจจุบันนั้น บ่งบอกว่าแผ่นดินไหวมีสาเหตุมาจากเปลือกโลกเคลื่อนตัว ซึ่งมีการสะสมพลัง ซึ่งอาจจะเป็นเวลานานถึงหลายพันปี และ มีการปล่อยพลังงานอย่างฉับพลัน http://vulcan.wr.usgs.gov/Glossary/Seismicity/what_causes_earthquakes.html แต่ทฤษฏีดังกล่าว ไม่สามารถนำมาคาดการณ์แผ่นดินไหวล่วงหน้าเป็นเวลานานเนื่องจากข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าที่อ้างอิงจากวิธีการนี้จะเน้นการหาข้อมูลจากภาคพื้นดินเป็นหลัก และสัญญาณเตือนภัยจากแผ่นดินไหวที่อ้างอิงจากทฤษฏีนี้นั้นเป็นการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงคลื่นที่เคลื่อนตัวตามผิวโลกในบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งตรวจจับได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ไม่เกินหนึ่งนาที articles.sfgate.com/2010-01-20/news/17829570_1_quake-warning-warning-system-early-warning และ seismicwarning.com/ (ถ้าใครพบวิธีการอื่นที่อ้างอิงทฤษฏีนี้ แต่ตรวจจับได้นานกว่านี้ก็ส่งข้อมูลมาได้ครับ) แม้จะเพียงพอในการหาที่หลบภัย แต่ถ้ามีวิธีอื่นที่แจ้งเตือนภัยหน่วยเตือนภัยให้ตระหนักถึงสถานการณ์แผ่นดินไหวล่วงหน้าได้นานกว่านี้ ก็จะมีการเตรียมการณ์ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีก เนื่องจากมีผู้วิจัยค้นคว้าโดยหาหลักฐานใต้พื้นโลกเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วแต่ไม่สามารถ หาสิ่งบอกเหตุได้นานเกินกว่าหนึ่งนาทีได้ เราจึงต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมในเรื่องนี้
หลักฐานบนท้องฟ้า
โดยการมองออกไปในทางตรงกันข้ามคือ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าหาสิ่งบอกเหตุชนิดอื่น ซึ่งได้มีผู้วิจัยค้นคว้าในด้านนี้เป็นจำนวนมากเช่นกัน และเห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนโดยเริ่มจาก เมฆ บริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งมีลักษณะเป็นคลื่น


www.thelivingmoon.com/43ancients/02files/Cloud_Images_Earthquake_01.html
http://www.gisdevelopment.net/proceedings/tehran/p_session2/bampf.htm
หรือ เมฆมีการสะท้อนแสงที่ผิดปกติก่อนเกิดเหตุประมาณสามสิบนาที อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศจีนในปี 2008
เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าแผ่นดินไหวสามารถคาดการณ์โดยการดูการเปลี่ยนแปลงนอกเหนือจากข้อมูลใต้พื้นดิน
หลักฐานบนชั้นบรรยากาศ Ionosphere
ซึ่งถ้าเรามองออกไปไกลขึ้นอีกจะพบการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าในระดับ Ionosphere ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินไปเกิน 85 กิโลเมตร
![]()
ซึ่งมีนักวิจัยค้นพบการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ Ionosphere อย่างฉับพลันประมาณ 1-2 วันก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ซึ่งค่านี้เป็นค่าเฉลี่ย Chapter 2, Ionospheric Precursors of Earthquakes, Pulinets and Boyarchuk ซึ่งการเปลี่ยนแปลงบริเวณชั้นบรรยากาศ Ionosphere เชื่อมโยงกับเป็นการเปลี่ยนแปลงของพลาสมานั้นเอง นอกจากนั้นแล้วในช่วงที่มีแผ่นดินไหวของมีการหดตัวของชั้นบรรยากาศ Ionosphere ในบริเวณนั้นด้วย (จากการศีกษาวิจัยของ Pulinets และ Boyarchuk) แม้ผู้แต่งหนังสือจะพยายามอธิบายถึงกลไกการเกิดแผ่นดินไหวที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก แต่เราคิดว่ามีอะไรมากกว่านั้นถ้าดูหลักฐานออกไปด้านนอกอีก
![]()
พลาสมานั้นเป็นสถานะของสสารที่มีประจุ ทั้งอนุภาคประจุบวก และ อิเล็คตรอน (ประจุลบ) ซึ่งถ้าเราต้องการหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของพลาสมานั้น เราต้องมองออกไปข้างนอกอีก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มาจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของอนุภาคที่มาจากอวกาศนั้นเอง ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคที่มีประจุ ซึ่งมาจากรังสี คอสมิก (อนุภาคขนาดเล็ก) และอนุภาคที่ปลดปล่อยมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งมีทั้งสถานะเป็นพลาสมา (อนุภาคขนาดใหญ่) และรังสีคอสมิก
การเปลี่ยนแปลงของพลาสมานอกโลกนั้นสามารถตรวจจับได้จากดาวเทียมที่ติดตั้งอุปกรณ์วัดปริมาณอนุภาคประจุ ซึ่งถ้ามองเข้ามาในโลก จะใช้ดาวเทียมเช่น DEMETER ซึ่งอ้างอิงจาก http://www.nat-hazards-earth-syst-sci.net/10/7/2010/nhess-10-7-2010.pdf จากบทความดังกล่าวได้สรุปว่าพบความเปลีย่นแปลงบนชั้นบรรยากาศชัดเจนในกรณีก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาดเกิน 6.0 ริตเตอร์
นอกจากนั้นเรามาดูความแตกต่างของอุณหภูมิชั้นบรรยากาศระหว่างช่วงมีและไม่มีแผ่นดินไหวจากข้อมูลข้างล่างนี้เป็นต้น http://www.scielo.org.mx/scielo.php?pid=S0187-62362009000100003&script=sci_arttext
![]() |
![]() |
หลักฐานจากนอกโลกและดวงอาทิตย์
แต่ถ้าเรามองออกไปนอกโลกจะเน้นสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงประจุจากดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์เป็นหลักได้แก่ ACE, STEREO A และ STEREO B โดยดาวเทียม ACE เป็นดาวเทียมที่อยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ซึ่งโคจรอยู่ในตำแหน่ง L1 ซึ่งเป็นจุดสังเกตุการณ์วัดการเปลี่ยนแปลงของอนุภาคที่มีประจุโดยมีขนาดมากที่สุดจากดวงอาทิตย์ สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของพายุสุริยะได้ 30-60 นาทีก่อนจะกระทบโลก ส่วน ตำแหน่งของดาวเทียม STEREO A และ B นั้น จะอยู่ห่างจากโลกออกไปแม้จะมีแนวโคจรรอบดวงอาทิตย์ใกล้เคียงกับโลกก็ตาม ซึ่งดาวเทียมทั้งสองดวงนี้มีอุปกรณ์วัดแบบเดียวกับที่อยู่ในดาวเทียม ACE

ตำแหน่งดาวเทียม STEREO A และ B
ความหน่าแน่นประจุ และ ขนาดสนามแม่เหล็กวัดได้จากดาวเทียม ACE
ในช่วงที่พระอาทิตย์มีปฏิกริยาสูงจะปล่อยพลังงานอนุภาคขนาดใหญ่ออกมา ซึ่งถ้ามาในทิศทางของโลก โลกก็จะได้รับอนุภาคและ พลาสมามากเหล่านี้มากเป็นพิเศษในชั้นบรรยากาศ บวกกับการแกว่งตัวของสนามแม่เหล็ก จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการแกว่งตัวนี้จึงมีความเชื่อมโยงกับการแกว่งตัวของชั้น Ionosphere และเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหว ซึ่งมีรายงานความสัมพันธ์เหล่านี้จากรายการด้านอวกาศเช่น http://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2010/27jul_spacequakes/ และ ยังผู้วิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปฏิกริยาดวงอาทิตย์แผ่นดินไหวเช่นจากที่นี่ http://ieeexplore.ieee.org/xpl/freeabs_all.jsp?arnumber=1303913

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าบริเวณที่มีแผ่นดินไหวจะมีความแปรปรวนของพลาสมาบนชั้นบรรยากาศ และ การแปรปรวนในอวกาศ โดยที่ลางบอกเหตุนั้นมากจากข้างนอกโลกเข้ามาข้างในโลก ดังนั้นจึงมีความน่าจะเป็นสูงมากที่สาเหตุของแผ่นดินไหวนั้นมาจากนอกโลก โดยเฉพาะแผ่นดินไหวที่เกิดตื้นใกล้พี้นผิวโลกและมีขนาดเกิน 6 ริตเตอร์
แต่ทำไมการเปลี่ยนแปลงพลาสมาถึงเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวได้?
ถ้าคิดตามหลักฟิสิกส์พื้นฐานแล้วพลังงานพลาสมาคงจะไม่มีพลังงานเพียงพอในรูปของมวลที่จะเปลี่ยนแปลงเปลือกโลกได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พลาสมามีคุณสมบัติพิเศษ ที่สสารในสถานะอื่นไม่มีนั้นคือเรื่องของสนามแม่เหล็ก การนำไฟฟ้า และ ความเชื่อมโยงกับแรงโน้มถ่วง ?
หนทางที่อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะต้องใช้ทฤษฏีของศาสตราจารย์ฟิสิกส์ชื่อ Fran De Aquino จากมหาวิทยาลัย Maranhao State ประเทศบราซิล ซึ่งท่านได้ทำการทดลองสสารในสถานพลาสมาในหลอดแก้ว ในสภาพความดันต่ำพบว่า (สภาพคล้ายชั้นบรรยากาศรอบนอกของโลก) เมื่อพลาสมานี้ถูกกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราเร่งของแรงโน้มถ่วงได้ ซี่งเขาได้นำวัตถุแขวนไว้เหนือหลอดแก้วที่มีพลาสมาอยู่ ซึ่งพบว่าวัตถุนั้นมีแรงโน้มถ่วงที่ลดลง เมื่อความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลดลงซึ่งเป็นแรงที่ไม่สามารถอธิบายได้ตามทฤษฏีสัมพันธภาพ แต่ทฤษฏีนี้ยังต้องการผู้ทดลองมายืนยันความถูกต้องอีกที การคำนวณทางฟิสิกส์นั้นอยู่ในบทความตีพิ่มพ์อันนี้สำหรับผู้ที่สนใจเจาะลืกในการคำนวณ lanl.arxiv.org/abs/physics/0701091
|
|
สัญลักษณ์ในเวปของเขา |
การเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงโดยอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของพลาสมานี้สามารถนำมาอธิบายได้ว่าทำไมแผ่นดินไหวถึงเกิดในบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของพลาสมาบนชั้นบรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงของลักษณะของเมฆ ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแรงที่สัมผัสกับพี้นผิวโลก แต่ทำได้โดยเหนี่ยวนำจากนอกโลกโดยการเปลี่ยนแปลงของพลาสมาบนชั้นบรรยากาศ ส่วนวิธีการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงอัตราเร่งแรงโน้มถ่วง (อาจจะเชื่อมโยงกับเรื่องแผ่นดินไหวบ้างแต่ไม่มาก) ได้แก่การให้พลังงานสนามไฟฟ้าแรงสูง ดังที่ Townsend Brown ได้ทำการเริ่มค้นพบปรากฏการณ์นี้ระหว่างการหลอดแก้ว X-ray “Coolidge tube” และการทดลองที่ต่อยอดจากนั้น ระหว่างปี 1920 ถึง 1930 และได้ทำการทดสอบยืนยันอีกครั้งในปี 2003 โดยหน่วยงานวิจัยทางทหารของกองทัพบกสหรัฐ arxiv.org/ftp/physics/papers/0211/0211001.pdf หรือ อีกวิธีที่เปลี่ยนแปลงอัตราเร่งแรงโน้มถ่วงได้ ซึ่งค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Eugene Podletnov ชาวรัสเซียโดยการหมุนสารตัวนำยิ่งยวดด้วยความเร็วสูง ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้จากที่นี่ ลิงค์นี้ และ arxiv.org/abs/cond-mat/9701074
ดังนั้น ด้วยความเข้าใจในเบื้องต้นนี้ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมแผ่นดินไหวถึงมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงจากนอกโลก ซึ่งยังเชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงการเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาพระอาทิตย์ ซึ่งในเวปของเราใช้เป็นเครื่องมือในการแจ้งเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับแผ่นดินไหว โดยเราจะดูปฏิกิริยาการระเบิดที่ดวงอาทิตย์เป็นหลัก และตรวจสอบทิศทางของการระเบิด ซึ่งการระเบิดควรจะมีการปล่อยอนุภาคขนาดใหญ่ ซึ่งเพียงพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ดูได้จากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก และ ความหนาแน่นประจุ ที่ดาวเทียม ACE http://ccmc.gsfc.nasa.gov/awareness/helio.html นอกจากนั้นแล้วยังสามารถสามารถตรวจจับความแปรปรวนของรังสีคอสมิก http://spaceweb.oulu.fi/projects/crs/ นอกจากเรื่องของแผ่นดินไหวแล้วปฏิกริยาที่ดวงอาทิตย์ก็ยังมีความสัมพันธ์กับสภาพอากาศที่แปรปรวนบนโลกอีกด้วยซึ่งจะกล่าวถึงในครั้งต่อไป
สาเหตุอื่นนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของพลาสมาในชั้นบรรยากาศ
นอกจากนั้นเรื่องของ พลาสมา แล้วเรายังคิดว่าแผ่นดินไหวอาจจะมีสาเหตุมาจากพลังงานอื่นๆ แต่ไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ เช่น ความเชิ่อมโยงระหว่างสนามแม่เหล็กนอกโลกกับในโลก neutrino พลังงานคลื่นแรงโน้มถ่วงจาก ดวงอาทิตย์ หรือ จาก Galactic superwave www.etheric.com/GalacticCenter/GRB.html นอกจากนั้นแล้ว superwave ยังส่งรังสีคอสมิกในปริมาณมากเข้ามาในระบบสุริยะอย่างฉับพลันอีกด้วย อย่างแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นใน มหาสมุทรอินเดีย ที่ทำให้เกิดสึนามิในวันที่ 26 ธันวาคม คศ 2004 ในวันที่ 24 ธันวาม ก็เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ดวงอาทิตย์ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ แต่ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวเป็นวิธีเดียวในขณะนี้สามารถคาดการณ์เหตุการณ์นี้ได้

ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัววันที่ 26 ธันวาคม 2004 - วันที่เกิดแผ่นดินไหว 9.3 ริตเตอร์ และ เกิดสึนามิขนาดใหญ่บริเวณมหาสมุทรอินเดีย http://www.emsc-csem.org/Earthquake/earthquake.php?id=1974
ภาพถ่ายเหตุการณ์ระเบิดที่ดวงอาทิตย์ในวันที่ 24 ธันวาคม จากดาวเทียม SOHO
เราจึงนำปรากฏการณ์นี้มาใช้ประโยชน์ในการคาดการณ์ภัยพิบัติ ส่วนทำไมดาวเรียงตัวถึงเชื่อมโยงกับภัยพิบัติยังไม่มีใครหาคำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ในเบื้องต้นแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกริยาดวงอาทิตย์ ซึ่งเราจะนำเสนอบทความอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ในอนาคต
หวังว่าพอจะตอบคำถามได้วำทำไมเวปของเราถึงคาดการณ์แผ่นดินไหวโดยดูจากปฏิกริยาจากนอกโลก และจากปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัว เราได้ตั้งสมมติฐานและทำการพิสูจน์ ซึ่งเห็นผลไปในแนวทางนี้มาโดยตลอด อะไรที่ผิดพลาด ก็นำมาแก้ไข แต่เพือความแน่ใจเราจึงต้องเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อผิดพลาดเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา
วิธีการนี้เป็นวิธีที่ทุกคนนำไปใช้คาดการณ์ภัยพิบัติได้ด้วยตัวเอง และสามารถให้พิสูจน์ไปพร้อมๆกัน จะได้ทราบว่าภัยพิบัตินั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเป็นเหตุโดยบังเอิญ สามารถรู้ล่วงหน้าได้เสมอ อะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ท่านก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที เพราะข้อมูลต่างๆทีใช้คาดการณ์ทั้งบนโลกและนอกโลกนั้น สามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ต เพียงแต่ว่าการคาดการณ์โดยวิธีนี้นั้นต้องอาศัยความเชื่อมโยงตั้งแต่บนโลกถึงนอกโลก ซึ่งต้องรวมองค์ความรู้จากหลายๆด้านเข้าด้วยกัน
สรุปจากตรวจจับแต่ละวิธีก็มีความแม่นยำแตกต่างกันไป แล้วแต่ความเหมาะสมในการใช้งาน ซึ่งในที่นี้เราจะเน้นการคาดการณ์ในระยะยาวเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนได้มากกว่าแบบอื่น เพราะกลไกความสัมพันธ์ทั้งหมดมีความซับซ้อน แต่จะทำให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์หรือเก็บสถิติได้นานที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องรอยืนยันความถูกต้องจากเครื่องมือวัดในช่วงเวลาระหว่างเกิดเหตุอีกทีหนึ่ง
- Login or register to post comments
- Printer-friendly version





Comments
16 comments postedดาวหาง เอเลนิน หรือ C/2010X1 ค้นพบโดย Leonid Elenin ชาวรัสเซียเมื่อ เดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2010 ตามข่าวจะเขาใกล้โลกกลางเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 อีกไม่นานคงมีเรื่องตื่นเต้นกันอีก หวังว่าปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ จะไม่ก่อความรุนแรงใดๆ แต่หวั่นใจเพราะมีสมมุติฐานหลายประการที่อาจสอดคล้อง .ใครช่วยหามวลที่แน่นอนชัดๆ จากหลายๆ แหล่ง และยืนยันวิถีโคจรด้วย คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ดู http://www.truth4thai.org/comment/reply/456#comment-form
ผมเข้าใจว่า การโคจรของดวงดาวเป็นไปตามวัฏจักร จึงน่าจะเคยเกิดการเรียงตัวของดาวที่เรียงกันหลายครั้งแล้ว แต่สงสัยว่าในอดีตที่ผ่านมา ทำไมไม่ค่อยมีการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยเท่าปัจจุบันนี้ครับ?
ในการมองเรื่องนี้คงต้องมองกันหลายมิตินอกเหนือจากดาวเคราะห์ซึ่งเรามาคิดคาดการณ์เพิยงไม่กี่ดวงเพราะให้ใช้การคาดการณ์ในระยะสั้น ซึ่งถ้ามองปัจจัยรอบนอกเหนือจากดาวในรูปแบบของพลังงานจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ขอบด้านนอกสุดของระบบสุริยะ ที่มีพลังงานรังสีคอสมิกเข้ามามากสุดในรอบ 50 ปี สนามแม่เหล็กโลกซึ่งเป็นเกราะป้องกันโลกนั้นอ่อนกำลังลง นอกจากนั้นแล้วดวงอาทิตย์ยังทีปฏิกริยารุนแรงที่สุดในรอบหลายพันปี จึงเป็นเหตุให้โลกไวต่อการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกในปัจจุบัน มากกว่าในอดีต
ด้วยปัจจัยนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวมีผลต่อโลกมากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วจากที่เก็บสถิติมาพอจะสรุปได้ว่าดาวเคราะห์เรียงตัวนั้นเป็นตัวจุดฉนวนปฏิกริยาดวงอาทิตย์ (อาจจะมีอย่างอื่นอีกที่ยังหาคำตอบไม่ได้) ซึ่งปฏิกริยาดวงอาทิตย์ส่งผลกับโลกอีกทีหนี่ง ผลกระทบไม่ได้มีเพียงแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้เกิดสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งมนุษย์เป็นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกมีแวดล้อมที่แย่ลงเช่นกัน แต่คงไม่มากเท่ากับพลังงานจากนอกโลกได้
การที่เกิดแผ่นดินไหวมากกว่าเมื่อก่อนนั้น เป็นเพราะสภาพบรรยากาศรอบโลกมีพลังงานประจุ และ รังสี สูงขึ้นซึ่งทำปฏิกริยากับชั้นบรรยากาศซึ่งคาดว่าเป็นสาเหตุหลักของแผ่นดินไหว โดยมีดวงอาทิตย์หรือพลังงาน Gamma ray burst (ครั้งใหญ่ๆ) จากนอกระบบสุริยะ เป็นตัวจุดฉนวนเหตุการณ์ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทุกครั้งในปี พศ 2553-2554 ล้วนเป็นผลมาจากปฏิกริยาดวงอาทิตย์ครั้งใหญ่ทั้งสิ้น 100% ของข้อมูลที่เก็บสถิติมา และไม่มีครั้งใดที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่และไม่มีปฏิกริยาดวงอาทิตย์ที่ใหญ่สอดคล้องกันที่มีทิศทางมากทางโลก
นี่เป็นคำตอบที่เกิดจากการสังเกตุธรรมชาติ จากการสถิติจากการทดลองสมมติฐานด้วยวิธีที่นำทำอยู่ ซึ่งตำราเรียนที่ใช้กันในปัจจุบันจะให้คำตอบท่านแตกต่างไปจากนี้ครับ
มีโปรแกรม ที่แจ้งการเรียงตัวขอดาวต่างๆ ในระบบสุริยะเรา แต่อยากจะหาโปรมแกรมที่ บอกถึง ทิศทางของ จักรวาลเรา ด้านที่หัดเข้าหา กาแลคซี ในวันต่างๆ ยิ่งถ้าสามารถบอกตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์และ กาแลคซี่ยิ่งดี ใครพอทราบ ตอบด้วย ครับ ขอบคุณล่างหน้า
ลองใช้โปรแกรม Stellarium ดูครับ แต่เป็นโปรแกรมที่มองจากพึ้นโลก ถ้ามองจากนอกโลกคงต้องเป็น Celestia ครับ
ลองใช้ Celestia แล้วครับ
ปัญหามีอยู่ว่า มุมมองที่ขึ้นมาให้เราดู มันมองจากมุมไหน
คือเราอยู่ ณ ตำแหน่งใดของจักราวาล ภาพถึงปรากฎ บนหน้ามอนิเตอร์ เราแบบนี้ ครับ
ถ้าต้องการดูแนวระนาบช้างเผือกใช้ Vernal equinox ก็ได้ครับจะง่ายที่สุด http://math-ed.com/Resources/GIS/Geometry_In_Space/java1/Temp/TLVisPOrbit.html แต่ถ้าต้องการดูแกเล็คซี่อื่นคงต้องใช้โปรแกรม Stellarium ครับ แต่จะเป็นมุมมองจากโลก
แนวที่จะเกิดขึ้น ในปี 2012 คือ จาก หลุมดำ ดวงอาทิตย์ โลก โดยมี ดาวพุธ กับดาวศุกร์เรียงในมุม 120 องศา อีกมุมเป็นดาวอังคาร ที่ 120 องศา เช่นกัน เป็นการเรียงตัวที่สวยอะไรเช่นนี้
ปล. ถ้าผมมองพลาด บอกกันด้วยครับ
ขอสอบถามว่ามีการคาดการณ์การเรียงตัวของดวงดาวในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 บ้างหรือเปล่าครับ ว่าจะมีลักษณะอย่างไรครับ?
ดูได้จากลิงค์นี้
http://truth4thai.org/node/32
ลองไป search ใน youtube ดูได้ palnet alignment 2012 แล้ว + คำว่า crop circle ไปด้วยก็ดีนะ เพราะมนุษย์ต่างดาวมันใบ้ให้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่วันนั้น คือวันสิ้นสุดครับ ไม่ใช่วันเริ่มต้น
http://www.fourmilab.ch/cgi-bin/Solar
21-23 dec 2012
ที่ผมกำลังนึกคือ อาจจะเกิด zero gravity ได้ครับ
ผมก็ลองเล่นๆ ดู ของดูของวันที่ 19/5/11
เหมือนตอนเกิดสึนามิเลย ครับ
กำลังหา ที่ตรวจสอบ Gamma Ray ผมได้อันนี้มา แต่ใช้ไม่เป็น
http://heasarc.gsfc.nasa.gov/cgi-bin/W3Browse/w3browse.pl
ใครบอกที่มันดูเป็นกราฟ ง่ายๆ มี ป่ะ ก็ดู อันนี้ครับ
http://cr0.izmiran.rssi.ru/mosc/main.htm
ปล.แหล่งข้อมูลครับ
http://lambda.gsfc.nasa.gov/
ไม่ลองไปดู ตำแหน่งดาว วันที่ 15 มีนาคม 2554 ด้วยหละครับ คล้ายๆ กันเลย ระดับ 9+ มาแน่ๆ
โดยรวมคิดว่าคงจะมีอะไรรุนแรงเหมือนกันครับ โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมีนาคม
ติดตามเวปนี้มาตลอด ยิ่งได้อ่านบทความนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่าไม่ผิดหวังครับที่ติดตาม ชัดเจนมากครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์วันที่ 26 ธันวา2004 ที่เกิดซึนามิขนาดใหญ่ คนไทยต้องจำได้ พอเห็นภาพดาวเรียงตัวขนาดนี้ในวันนั้น คำตอบมันชัดเจนมาก ผมเชื่อครับว่าระบบสุริยะจักรวาลมันมี pattern ของมันอย่างที่เวปนี้พยายามอธิบายเชื่อมโยง ขอบคุณครับที่นำข้อมูลดีๆมาเผยแพร่ ขอขอบคุณอีกครั้ง