ทฤษฏีใหม่ที่อธิบายสภาพอากาศแปรปรวนบนโลก (ระยะยาวเป็นหลัก)
ข้อมูลจาก http://www.icr.org/article/4156/
ปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนนั้นไม่น่าจะเกิดจากปริมาณก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ถ้ามันไม่ใช้ต้นเหตุแล้วอะไรจะเป็นต้นเหตุ ? จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีมากขี้นบ่งบอกว่าเกิดจากรังสีคอสมิก ซี่งเชื่อมโยงกับสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทฤษฏีใหม่มีชื่อว่า Cosmoclimatology ซี่งคิดค้นโดย Henrik Svensmark จากศูนย์วิจัย พระอาทิตย์และสภาพอากาศ ที่ประเทศเดนมาร์ก
ประวัติความเป็นมา
Edward L. Maunder ได้พบทำรายงานเกี่ยวกับจุดดับบนดวงอาทิตย์ ในปี 1904 พบว่าพระอาทิตย์มีวัฐจักร 11 ปี ซี่งแสดงให้เห็นในภาพข้างล่างนี้ตลอด 400 ปีที่ผ่านมา ในช่วงปี 1645 ถีง 1715 เป็นช่วงที่อุณหภูมิในยุโรปต่ำที่สุดในรอบ 1,000 ปี และเรียกว่าเป็นช่วง Maunder Minimum หรือ Little ice age ซี่งตรงกับช่วงที่มี่จุดดับบนดวงอาทิตย์น้อย

ซี่งในหลายๆปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามหาความสัมพันธ์ระหว่าง จำนวนจุดดับและค่าตัวแปลทางสภาพอากาศหลายตัว ซี่งได้แก่ อุณหภูมิ และ การกลั้นตัวของหยดน้ำในอากาศ ซี่งในปี 1980 ได้พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางความร้อนของพระอาทิตย์นั้นไม่เพียงพอที่จะอธิบายถีงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ แต่นอกเหนือจากความร้อนจากพระอาทิตย์แล้ว ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างรังสีคอสมิก และจำนวนจุดดับ คาร์บอน 14 ในชั้นอากาศ beryllium-10 ที่อยู่บนพี้นผิวของอุกกาบาต และกระบวนการอื่นๆ ซี่งจะต้องมีการปรับแต่งค่าเนื่องจาก วันที่วัดปริมาณ คาร์บอน 14 นั้นไม่มีความสม่ำเสมอ ซี่งมีคำถามว่า ปริมาณรังสีคอสมิกมีผลต่อสภาพอากาศหรือไม่
ทฤษฏีใหม่
ในปี 1995 Henrik Svensmark ได้ค้นพบความสัมพันธ์ ระหว่าง cosmic ray flux จากอวกาศ และ ปริมาณเมฆปกคลุม เขาพบว่าเมื่อพระอาทิตย์มีปฏิกริยาสูง - มีจุดดับมาก สนามแม่เหล็กสูง มีออร์โรร่ามาก หรือ ปริมาณลมสุริยะมาก จะทำให้ปริมาณรังสีคอสมิกที่เข้ามาในโลกลดลง ซี่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ปริมาณเมฆลดลง และความร้อนสูงขี้น ซี่งเป็นผลการวัดปริมาณเมฆจากดาวเทียม พบความสัมพันธ์โดยตรงดังกราฟข้างล่างนี้

ซี่งมีความสัมพันธ์กันมากถีงอัตราส่วน 0.92 นอกจากนั้นแล้วเขายังพบความสัมพันธ์ โดยใช้ข้อมูลในช่วงอื่นๆอีกด้วย ในกรณีช่วง Little ice age นั้น พระอาทิตย์มีปฏิกริยาต่ำ ปริมาณรังสีคอสมิกจากอวกาศ สูง ทำให้เกิด เมฆปกคลุมมาก และอุณหภูมิลดลง หลังจากปี 1750 ปฏิกริยาพระอาทิตย์สูงขี้น ปริมาณรังสีคอสมิก ลดลง เมฆลดลงและโลกร้อนขี้นในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา
ซี่งการเปลี่ยนแปลงปริมาณเมฆเพียง 3-4 เปอร์เซนต์ โดยรังสี cosmic ก็เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์โลกร้อนได้แล้ว โดยไม่ต้องใช้ปัจจัยตัวอื่น
การทดลองการก่อตัวของอนุภาคหยดน้ำในเมฆ
เนื่องจากยังมีหลายคนยังไม่เชื่อในผลงานของ Svensmark จนกว่าเขาจะอธิบายได้ว่ารังสีคอสมิกทำให้เกิดการก่อตัวของเมฆได้อย่างไร เขาจีงสร้างห้องแลปทดลองขี้นมาเพี่อพิสูจน์เรื่องนี้ ในปี 2007 เขาได้ดีพิมพ์ผลการทดลองพิสูจน์เรื่องนี้ว่าเป็นจริง เขาสร้างห้องที่มีก็าซ sulphur dioxide ozone และไอน้ำ และฉายรังสีคอสมิก ได้ผสม พบว่า รังสีคอสมิกทำให้โมเลกุลของอากาศเกิดประจุ ปล่อยอิเล็คตรอน ไปรวมตัวกับ ออกซิเจน ไอน้ำ และ sulphur dioxide เกิดเป็นห่วงโซ่ขี้น ซี่งเกิดอย่างรวดเร็ว และหลายครั้ง สำหรับ อิเล็คตรอนหนี่งตัว ซี่งอิเล็กตรอนทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกริยา ทำให้เกิด การกลั่นตัวของโมเลกุลน้ำ (cloud condensation nnclei (CCN)) เมื่ออากาศยกตัวสูงขี้นจากปรากฏการณ์ปกติ CCN ก็จะมีปริมาณเพิ่มขี้น และหนาแน่นขี้น แพร่ขยายจำนวน
นอกจากนั้นแล้วเขายังพยายามทำการทดลองที่ครบถ้วนมากขี้นโดยใช้ห้องทดลองที่ CERN ในสวิตเซอร์แลนด์ ซ๊่งเพิ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณในปี 2010
บทสรุป
ทฤษฏีของ Svensmark เกี่ยวกับรังสีคอสมิกนั้นครบถ้วนแล้ว เขาค้นพบวัฐจักรที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์แปรปรวนของอุณหภูมิบนโลก ที่สร้างความสับสนกับนักวิทยาศาสตร์มาหลายสิบปี และสามารถอธิบายปรากฏการณ์โลกร้อนที่เกิดขี้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยที่ทุกอย่างเริ่มต้นจากรังสีคอสมิกที่เข้ามาในโลก โดยเกิดขี้นจาก การระเบิดของ Supernova การชนกันของกลุ่มดวงดาว ในอวกาศ ซี่งสนามแม่เหล็กโลกได้ป้องกันรังสีคอสมิกส่วนใหญ่ เมื่อพระอาทิตย์มีกำลังสูงก็จะป้องกันไม่ให้รังสีนี้เข้ามาในชั้นบรรยากาศโลก แต่เมื่อพระอาทิตย์มีกำลังต่ำ รังสีก็จะแทรกซีมเข้ามาในโลกมากขี้น และเมื่อเข้ามาถีงชั้นบรรายากาศระดับล่าง ก็จะทำให้อากาศมีประจุ สร้าง CCN ขี้นมาทำให้เกิดเมฆที่หนาแน่น และสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์กลับออกไปและทำให้โลกเย็นลง ทำให้เกิดวัฏจักรสภาพอากาศร้อนและเย็นบนโลก
ซี่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่จะลดปริมาณก็าซคาร์บอนไดออกไซต์ ซี่งไม่ได้ช่วงให้โลกเย็นลง
References
- Vardiman, L. 2008. Does Carbon Dioxide Drive Global Warming? Acts & Facts. 37 (10): 10.
- Svensmark, H. and N. Calder. 2007. The Chilling Stars: A New Theory of Climate Change. Cambridge, England: Icon Books Limited.
- Maunder, E. W. 1904. Note on the distribution of Sun-Spots in Heliographic Latitude, 1874-1902. Monthly Notices of the Royal Astronomical Society. 64: 747-761.
- Eddy, J. A. 1976. The Maunder Minimum. Science. 192 (4245): 1189-1202.
- Robert A. Rohde, www.globalwarmingart.com/wiki/Image:Sunspot_Numbers_png.
- Svensmark, H. 2007. Cosmoclimatology: A New Theory Emerges. Astronomy & Geophysics. 48 (1): 1.19.
- Svensmark, H. et al. 2007. Experimental evidence for the role of ions in particle nucleation under atmospheric conditions.Proceedings of the Royal Society A. 463 (2078): 385-396.
- Login or register to post comments
- Printer-friendly version

Comments
10 comments postedความจริงที่คนไทยพึงรู้ สารคดี 24:01นาที นี้ดีมากๆ
นี่คือบทสรุปตอนหนึ่งเท่านั้น แม้นดูน่าสะพรึง แต่นี่คือความรู้วิทยาศาสตร์ประกอบเนื้อหาที่ข้าพเจ้าให้ความเห็นไว้ก่อนหน้า เป็นความรู้ที่พึงนำมาประยุกต์เพื่อชีวิตปัจจุบัน เพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์ที่ดีกว่าเดิมและโลกอนาคตที่คาดหวัง แต่นี่แหละเป็นเหตุผลว่าทำไม ตั้งแต่ปี 1995 ทั้ง NASA และ ESA European Space Agency จึงเพียรส่งฝูงดาวเทียม เช่น SOHO Fermis SDO STEREO ACE GOES คอยเฝ้าระวังและรายงานผลกิริยาของสุริยะเทพของเรา ผู้ให้พลังงาน ข้าวปลาอาหาร และแม้นกระทั่งอาจทำลายอารยะฯ - Crop circle ปี 2008 ได้มีภาพปรากฏเตือนชัด ทว่าความจริงนี้ การตรวจจับส่งข้อมูลมายังโลก เราๆ คนไทยศึกษารายงานเหล่านี้ได้อย่าง real time คือ ณ ปัจจุบันกาล (ค้นหาที่คำ space weather) หากเกิด CME รุนแรงจริงจนเกินขอบเขตสุงสุดที่เราๆ เตรียมรับมือไว้ นั่นจะไม่ต่างจากภาพคลื่นสึนามิ ที่ไหลล้นพ้นกำแพงแกร่ง 4 เมตร ที่ญี่ปุ่นเตรียมไว้รับมือ ทั้งนี้ 8.8 หรือ 9.0 เกินความคาดหมาย ดังนั้นระดับ CME ที่อุปมา จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกได้ อย่างฉับพลัน ดังภาพเมือง เซนไดและเมืองบริวาร ทั้งนี้ยังไม่รวม CME และทิศทางขั้วที่มีประจุขนาดย่อมๆ ที่มีอิทธิพลต่อเนื่องเปลี่ยนแปลงสภาวะอุณหภูมิโลกสมุทร และเช่นกัน CME ที่ระดับหนึ่งอาจกระตุ้นแผ่นดินไหวจากพลังงานที่ถ่ายมายังแกนโลกที่หลอมละลายด้วย การเปลี่ยนโลกจะไม่จำกัดเพียงภูมิภาค
จงอย่าหลงระเริงกับชีวิตที่สะดวกเหลือแสน สนุกกับการผลาญทรัพยากรที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ หรือใช้พลังอำนาจทางการเงินทางสังคมกดขี่ คดโกง พัฒนาเล่ห์กลทำลายสังคมมนุษย์และชีวิตอื่น ด้วยไม่อาจหยุดความอยากได้ ไม่ช้าทุกอย่างอาจหยุดด้วยพลังสุริยะเทพ และเริ่มใหม่ดังอดีตเมื่อ 12,800 ปีก่อนก็ได้ (ดูอารยธรรมที่สูญหาย Erich von Daniken, Graham Hancock) เรื่องทางสังคมการเมืองนั้นมนุษย์โลกทั้งหลายกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านเช่นกัน พลังทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงขึ้นทุกขณะ
จะเข้าใจมากขึ้นจากบทความของ Paul LaViolette นักฟิสิกส์ ที่รู้กว้างลึกกว่านักฟิสิกส์ทั่วไปมากมายนัก
http://www.starburstfound.org/YDextinct/p1.html
ทว่าเจ้าของบทความกลับกล่าวดักไว้ก่อนว่า หลายความคิดที่แสดงไว้ ณ ที่นี้ เป็นนวนิยาย?
ผู้อ่านตันสินใจเอง หากเข้าถึงเนื้อหาส่วนลึก และต้องขอโทษผู้เข้าชมเว็บที่ชอบดูภาพ บทความนี้ไม่มีภาพน่าตื่นเต้นใดๆ
นอกจากรังสีจากดวงอาทิตย์แล้ว รังสีอื่นจากการหลอมชนกันของกลุ่มดวงดาว หรือการระเบิดของซุปเปอร์โนวา ก็อาจเป็นเหตุที่พลิกผันสภาพภูมิอากาศดวงอาทิตย์ และภูมิอากาศโลกได้ ยังผลให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ตกทุกข์ หมดพันธุ์เป็นระยะๆ
ฟัง/อ่านข่าวแล้วต้องคิด
http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1375773/The-extraordinary-image-large-sunspot-emitting-cascades-glowing-gas.html
What if a megasolar flare to occur as NASA scientist has predicted as its peak in mid 2013. Learn what caused blackout in Carrington event in 1859 or Illinois 1972 or Quebec 1979.
see - http://www.tesis.lebedev.ru/en/sun_flares.html?m=4&d=14&y=2011
Are you and EGAT (กฟผ) ready to handle unexpected event?
ใครก็ตามที่คร่ำกับงานวงในการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือภูมิภาคช่วยตอบที
พอดีผมอ่านอีกกระทู้นึงในเว็บ
จับตาการเรียงตัวของดาวเคราะห์ช่วงวันที่ 6-7, 17 ตุลาคม คศ 2010 :
http://www.truth4thai.org/planetaryalignment/Oct7_10
ในนั้นเขียนประมาณว่า การเรียงตัวของดาวเคราะห์มีผลต่อพลังงานที่เข้าสู่โลก และ ทำให้ดวงอาทิตย์มีจุดดับมากขึ้น ทำให้สภาพอากาศบนโลกแปรปรวน แต่ทฤษฏีบอกว่า ยิ่งพระอาทิตย์มีจุดดับยิ่งมาก มีลมสุริยะมากจะช่วยกันรังสีคอสมิก จากนอกโลก
ฟังแล้วมันขัดๆกัน เหมือนว่า มีหลายอย่างมีผลต่อสภาพอากาศบนโลก คือ หนึ่่ง รังสีคอสมิกจากจักรวาลที่กันโดยลมสุริยะ และ สอง พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ถูกเร่งโดยปฏิกิริยาจากตำแหน่งของดวงดาว ก็เลยสับสนว่า ลมสุริยะนี่มันดีหรือไม่ดีต่อสภาพอากาศโลกยังไง คิดว่ามันคงเป็นเรื่องซับซ้อนหลายตัวแปร แต่อยากถามเพราะอยากเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นครับ
ขอบคุณครับ:-)
ตอนที่อ่านและแปลบทความดูก็ขัดๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าเอาทฤษฏีนี้มาอธิบายการเปลี่ยนแปลงในช่วงสั้นๆไม่เกิน หนี่งอาทิตย์จะไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเวลามีจุดดับเพิ่ิมสูงขี้น หรือเกิด CME มักจะเกิดเป็นพายุตามมาบนโลกเสมอ ผมว่าตรงนี้ น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของสนามแม่เหล็กโลก ซี่งทำให้รังสี คอสมิกเข้ามามากในช่วงสั้นๆ และรวดเร็ว แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่พระอาทิตย์มีปฏิกริยาต่ำ และ รังสีคอสมิกสูง ทฤษฏีนี้ยังอธิบายภาพรวมได้ถูกต้องอยู่
ผมคิดว่าทฤษฏีนี้อธิบายได้เฉพาะช่วงเวลายาวเป็นปี โดยคิดเฉพาะค่าเฉลี่ยเป็นหลัก ข้อมูลของเขาใช้ค่าเฉลี่ยเป็นรายเดือน และไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขี้นโดยฉับพลันได้ นอกจากนั้นทฤษฏีนี้อธิบายเฉพาะการก่อตัวของเมฆเป็นหลักและเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก แต่ไม่ได้อธิบายเกี่ยวกับสภาพอากาศแปรปรวนช่วงสั้นๆ ถ้าใครได้อ่านข้อมูลตีพิมพ์ต้นฉบับเอามาสรุปให้อ่านก็ดีครับ
ต้นฉบับของทฤษฏีนี้สามารถโหลดได้ที่นี่ http://www.space.dtu.dk/upload/institutter/space/forskning/05_afdelinger/sun-climate/full_text_publications/svensmark_2007cosmoclimatology.pdf
ขอบคุณมากครับ ที่ตอบอย่างรวดเร็ว
แล้วอย่างนี้ทฤษฏีที่ใช้อธิบายระยะสั้นฉับพลันนี่เป็นอย่างไรครับ ใช่เรื่องแรงจากวงโคจรดวงดาวหรือเปล่า เห็นทางเว็บนำมาอธิบายก็ค่อนข้างจะตรงมาก
ถ้าเอามาประกอบด้วยกัน จะดีมากเลยครับ ทำให้เห็นภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว:-)
ขอบคุณจริงๆครับ
ทฤษฏีนี้ พูดถีง CME และ ลมสุริยะจะทำให้ปริมาณรังสีคอสมิกลดลง กรณีศีกษาที่เกิดขี้นแบบฉับพลันที่ชัดเจนในเรื่องนี้ก็มีช่วงวันที่ 3 สิงหาคม ที่มี CME ขนาดใหญ่ เดินทางตรงมาที่โลก เราจะเห็นว่าปริมาณรังสีคอสมิกลดลงอย่างฉับพลันจากรูปข้างล่าง และหลังจากนั้นเราก็เห็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศปากีสถาน และก็มีแผ่นดินไหวเกิดขี้น แต่เนื่องจากทฤษฏีพูดเพียงการก่อตัวของเมฆเป็นหลัก ซี่งแปรตามรังสีคอสมิก จีงไม่สามารถอธิบายเรื่องสภาพอากาศแปรปรวนแบบฉับพลันได้หมด เรื่องนี้ยังต้องศีกษากันอีกเยอะครับ แต่คาดว่ามีปัจจัยเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กโลก หรือ อิทธิพลของดาวเคราะห์ มาเกี่ยวข้อง
ปริมาณรังสีคอสมิกที่วัดจากสภานี Oulu ในปี 2010 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในวันที่ 3-5 สิงหาคม
ขอบคุณ คุณ isbe และคุณ prasertt ที่ให้กำลังใจครับ เมื่อเจอเรื่องราวที่น่าสนใจเราก็นำเรื่องราวมาแบ่งปันกัน ส่วนทฤษฏีนี้มีความเป็นไปสูงเพราะมีความสัมพันธ์กับหลักฐานต่างๆที่นำเสนอมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับขอบด้านนอกของระบบสุริยะจักรวาลหดตัวทำให้รังสีคอสมิกเข้ามาในระบบสุริยะจักรวาลมากเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่บันทีกมากว่าห้าสิบปี มันยังใช้อธิบายได้ว่าทำไมโลกถีงเจอกับสภาพน้ำท่วมหนักในปีนี้ รังสีคอสมิกโดยรวมจะสูงสุดในช่วงปฏิกริยาพระอาทิตย์ต่ำสุด แต่ขณะนี้ซี่งปฏิกริยาพระอาทิตย์เริ่มสูงขี้นแล้ว แต่รังสีคอสมิกยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง และทุกครั้งที่เกิด CME ความดันลมสุริยะจะเพิ่มขี้นในทิศทางนั้น และจะลดลงอย่างรวดเร็ว จีงเป็นเหตุให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนหลังจากที่ CME เคลื่อนตัวผ่านโลกได้แล้ว นอกจากนั้นแล้วสนามแม่เหล็กโลกในขณะนี้มีสภาพอ่อนลง และ เป็นรูในหลายๆจุด ซ๊่งทำให้รังสีคอสมิกเทรกซีมเข้ามาได้ง่ายขี้นอีก คาดว่าในอนาคตเราอาจจะเจอกับเป็นปริมาณฝนตกมากกว่านี้อีก รวมทั้งพายุหิมะ ซี่งคงต้องเริ่มสังเกตุการณ์ตั้งแต่ปลายปีนี้
รังสีคอสมิกเพิ่มสูงขี้นเป็นประวัติการณ์ http://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2009/29sep_cosmicrays/
รูปรอยรั่วของสนามแม่เหล็กโลกจากดาวเทียม THERMIS http://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2008/16dec_giantbreach/
ต้องขอบคุณ Web Admin ที่เผยแพร่ความรู้ที่ทันสมัย เป็นกลาง และเป็นประโยชน์แก่คนไทย ทำให้ผู้อ่านได้เกิดความคิดในมุมมองที่อาจไม่เคยพิจารณามาก่อน ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้เข้าใจความเป็นไปและกลไกของโลก ช่วยในการตันสินใจและทำสิ่งต่างๆให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ขอชื่นชมเจตนาที่บริสุทธิ์และความตั้งใจเกินร้อย :)
เห็นทีจะต้องขอขอบคุณท่านเจ้าของเวปนี้ซักหน่อยที่ได้กรุณาหาเรื่องใหม่ๆ ความรู้ใหม่ที่น่าสนใจมาให้เพื่อนๆได้มีความรู้ บางครั้งเรา่จะได้มีข้อมูลหลายอย่างที่จะมาสรุปเอาว่าทำไมโลกจึงร้อนขึ้น จะได้ไม่ต้องไปเชื่อแต่ที่เค้าบอกมาตามสื่อเท่านั้น(ไม่อยากงมงาย แต่อยากเชื่อด้วยเหตุผล และเชื่อข้อมูลที่น่าสนใจมากกว่า) แถมท่านยังได้กรุณาเสียสละเวลาแปลจากภาษาอังกฤษให้เพื่อนๆำได้อ่านเข้าใจดีขึ้นอีกด้วย ผมเปิดดูเวปนี้ ทีไรก็เจอแต่ข้อมูลทันสมัย ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน คุ้มค่ากับการเข้ามาเยี่ยมชมในเวปนี้จริงๆครับ สุดยอดเวปแห่งปีของคนไทยครับwww.truth4thai.orgใครเห็นด้วยก็ให้กำลังใจท่านเจ้าของเวปเค้าซักหน่อยด้วยก็ดีนะครับ ตอนนี้ก็มีผมคนนึงแล้วละครับที่ต้องขอชมเชยท่านเจ้าของเวปww.truth4thai.org สุดยอดเวปคุณภาพ ครับ